หลายคนอาจคิดว่าการทาสีบ้านเป็นงานง่าย แค่เลือกสีที่ชอบแล้วลงมือทาได้เลย แต่ความจริงแล้ว “ขั้นตอนการเตรียมพื้นผิวก่อนทาสี” คือหัวใจสำคัญที่กำหนดว่าผลงานสุดท้ายจะออกมาสวย เรียบ และติดทนนานหรือไม่
เพราะแม้จะใช้สียี่ห้อดีแค่ไหน หากพื้นผิวไม่ได้รับการเตรียมอย่างถูกวิธี สีที่ทาไปก็อาจลอกเร็ว แตก หรือไม่เรียบเนียน
วันนี้เราจะพาไปดูว่า ช่างทาสีมืออาชีพ เขาเตรียมพื้นผิวอย่างไร ก่อนที่จะเริ่มลงมือทาสีจริง
1. ทำความสะอาดพื้นผิวให้สะอาดหมดจด
ก่อนทาสี ช่างจะเริ่มจากการทำความสะอาดพื้นผิวด้วยผ้าแห้งหรือแปรงขนอ่อน เพื่อกำจัดฝุ่น เศษปูน คราบน้ำมัน หรือคราบเชื้อราที่ติดอยู่บนผนัง
หากเป็นพื้นผิวที่มีเชื้อรา ตะไคร่น้ำ หรือคราบดำ จะใช้ น้ำยาฆ่าเชื้อรา (Mould Cleaner) ล้างให้หมดก่อนทาสี เพราะหากปล่อยไว้ สีจะไม่ยึดติดและหลุดร่อนในเวลาไม่นาน
2. ซ่อมรอยแตกร้าว รอยรั่ว หรือหลุมบนผนัง
รอยแตกร้าวเล็ก ๆ เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะบ้านที่มีอายุการใช้งานหลายปี
ช่างทาสีจะใช้ วัสดุโป๊วรอยแตกร้าว (Acrylic Filler) หรือ ซีเมนต์ซ่อมผนัง อุดรอยแตกให้เรียบก่อน จากนั้นจึงขัดให้เนียนก่อนลงสี
หากเป็นรอยแตกร้าวลึกหรือมีสาเหตุจากโครงสร้าง ต้องซ่อมโดยช่างก่อสร้างก่อน ไม่เช่นนั้นสีจะร้าวตามรอยเดิมอีก
3. ขัดพื้นผิวให้เรียบเสมอกัน
ขั้นตอนนี้เป็นสิ่งที่มือสมัครเล่นมักมองข้าม แต่ช่างมืออาชีพจะให้ความสำคัญมาก
การ ขัดผนังด้วยกระดาษทรายเบอร์ 180–240 ช่วยให้พื้นผิวเรียบเนียน ลดคราบปูนหลุด และช่วยให้สีเกาะติดได้ดีขึ้น
ถ้าเป็นผนังเก่าที่เคยทาสีมาก่อนและมีสีหลุดร่อน ช่างจะขัดสีเดิมออกก่อนเพื่อป้องกันปัญหาสีใหม่หลุดตามรอยเดิม
4. ทาน้ำยารองพื้น (Primer) ให้เหมาะกับพื้นผิว
การทาน้ำยารองพื้นคือ “ตัวช่วยสำคัญ” ที่จะทำให้สีทับหน้าติดทนนาน
- ถ้าเป็นผนังปูนใหม่ จะใช้ รองพื้นปูนใหม่กันด่าง
- ถ้าเป็นผนังเก่า จะใช้ รองพื้นปูนเก่า เพื่อปิดรอยด่างและป้องกันการซึมของคราบ
- ส่วนผนังที่มีเชื้อรา จะใช้ รองพื้นกันเชื้อรา ก่อนทาสีจริง
รองพื้นจะช่วยให้สีทับหน้าเกาะแน่นขึ้น สีออกสม่ำเสมอ และไม่ซีดจางเร็ว
5. ตรวจเช็กสภาพอากาศก่อนลงสี
สภาพอากาศมีผลต่อคุณภาพของงานทาสีโดยตรง
หากอากาศชื้นเกินไป หรือฝนตกในช่วง 24 ชั่วโมงก่อน-หลังการทา สีอาจไม่แห้งสนิทและเกิดคราบด่าง
ช่างมืออาชีพจะเลือกช่วงเวลาที่อุณหภูมิอยู่ราว 25–35°C และอากาศแห้ง เพื่อให้การทาสีติดแน่นและเรียบสวย
6. เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมก่อนเริ่มงาน
แปรง ลูกกลิ้ง ถังสี บันได และผ้าคลุมเฟอร์นิเจอร์ เป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่ช่างทาสีต้องเตรียมไว้
นอกจากนี้ ยังต้องมีเทปกาวสำหรับปิดขอบประตู หน้าต่าง หรือพื้นที่ที่ไม่ต้องการให้เลอะสี เพื่อให้งานออกมาสะอาดเรียบร้อย
7. ตรวจสอบความเรียบร้อยก่อนทาจริง
หลังจากทุกขั้นตอนเตรียมพื้นผิวเสร็จแล้ว ช่างจะตรวจดูผนังอีกครั้งว่ามีคราบ ฝุ่น หรือรอยแตกร้าวตกหล่นหรือไม่ ก่อนลงมือทาสีจริง
ขั้นตอนนี้เป็น “จุดสุดท้าย” ที่จะช่วยให้งานออกมาสมบูรณ์และดูเป็นมืออาชีพที่สุด
สรุป: พื้นผิวที่ดี = สีสวย ทนทาน และคุ้มค่ากว่า
การทาสีให้สวย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ยี่ห้อสี” เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ ขั้นตอนการเตรียมพื้นผิว ก่อนลงมือด้วย
การเลือกช่างทาสีมืออาชีพที่เข้าใจขั้นตอนเหล่านี้ จะช่วยให้บ้านของคุณดูใหม่เหมือนสร้างเสร็จวันแรก และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซ่อมสีในอนาคต
หากคุณกำลังมองหา ช่างทาสีมืออาชีพ บริการทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล
ทีมของเราพร้อมให้คำปรึกษาเรื่องเลือกสี วัสดุ และเทคนิคการทาสีบ้านอย่างถูกวิธี เพื่อให้ผลงานสวยและคงทนยาวนาน


